เดมิส ฮัสซาบิส ซีอีโอ Google DeepMind เสนอแผนตั้งองค์กรอิสระคุม AI ระดับ Frontier ก่อนเปิดตัว หวังสร้างมาตรฐานความปลอดภัย
ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Google DeepMind เผยแผนการเชิงรุก เรียกร้องให้สหรัฐฯ จัดตั้งองค์กรกำกับดูแล AI ที่ได้รับทุนจากภาคอุตสาหกรรมเอง เพื่อตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยของโมเดลที่ล้ำหน้าที่สุดก่อนเปิดตัวสู่สาธารณะ
เดมิส ฮัสซาบิส (Demis Hassabis) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Google DeepMind ได้เสนอแผนการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแล AI อิสระแห่งใหม่ในสหรัฐอเมริกา โดยมีอำนาจในการตรวจสอบโมเดล AI ที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก และสามารถประสานงานให้เกิดการชะลอการพัฒนาในวงกว้างได้หากพบความเสี่ยงที่อันตราย ข้อเสนอดังกล่าวถูกเผยแพร่ในเอกสารแสดงวิสัยทัศน์ส่วนตัวที่ชื่อว่า "A Framework for Frontier AI and the Dawning of a New Age"
ฮัสซาบิสเสนอให้องค์กรนี้มีรูปแบบคล้ายกับ FINRA (Financial Industry Regulatory Authority) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลเอกชนที่ได้รับทุนจากภาคอุตสาหกรรมเองเพื่อตรวจสอบตลาดหุ้นวอลล์สตรีทภายใต้การกำกับของรัฐบาล โดยองค์กรคุม AI ที่เสนอนี้จะต้องมีทีมผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคระดับโลกและรับผิดชอบต่อรัฐบาลสหรัฐฯ กระบวนการคือ บริษัทผู้พัฒนา AI ระดับ Frontier จะต้องส่งโมเดลของตนให้องค์กรตรวจสอบความปลอดภัยล่วงหน้าไม่เกิน 30 วันก่อนการเปิดตัว และต้องผ่านการทดสอบความเสี่ยงอันตรายก่อนจึงจะสามารถนำไปใช้งานในตลาดสหรัฐฯ ได้
สำหรับโครงสร้างคณะกรรมการ ฮัสซาบิสมองภาพว่าควรมีเสียงข้างมากเป็นกรรมการอิสระที่ประกอบด้วยผู้ได้รับรางวัลทัวริง (Turing Award) และผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับ ควบคู่ไปกับตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม, รัฐบาล และชุมชนโอเพนซอร์ส เขายังได้วางกรอบเวลาที่ท้าทาย โดยระบุว่าควรใช้เวลาเพียง "ไม่กี่เดือน" และองค์กรนี้ควรเริ่มดำเนินการได้ "ก่อนสิ้นปีนี้"
แรงผลักดันสำคัญของข้อเสนอนี้มาจากเหตุการณ์ที่รัฐบาลทรัมป์ใช้มาตรการควบคุมการส่งออกกับโมเดล Mythos และ Fable ของบริษัท Anthropic อย่างกะทันหันเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งฮัสซาบิสเรียกว่าเป็น "สัญญาณเตือนครั้งสำคัญ" ที่แสดงให้เห็นว่าวอชิงตันต้องการกลไกที่มั่นคงกว่าคำสั่งเฉพาะกิจ เขาเสริมว่าผู้นำจากห้องปฏิบัติการ AI รายใหญ่อื่นๆ ต่างเห็นพ้องในหลักการว่าอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีกฎระเบียบ เพียงแต่ยังมีความเห็นต่างในรายละเอียดว่าใครควรเป็นผู้ถืออำนาจกำกับดูแล
ข้อเสนอนี้มาจากหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการ AI หากเกิดขึ้นจริงในสหรัฐฯ อาจกลายเป็นพิมพ์เขียวด้านกฎระเบียบสำหรับประเทศอื่นทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาและการนำ AI มาใช้ในประเทศไทยในอนาคต