นักวิจัยเสนอ "Nexus" ระบบช่วย Agentic LLM จัดการเครื่องมือจำนวนมากได้เร็วขึ้น ลดคอขวดตอนเริ่มประมวลผล
งานวิจัยใหม่บน arXiv เสนอวิธีแก้ปัญหาคอขวด Time-to-First-Token สำหรับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งานเครื่องมือผ่าน Model Context Protocol
ในงานวิจัยหัวข้อ "Nexus: Depth-Adaptive KV-Cache Splicing and Retrieval-Decoupled Tool Routing for Agentic LLMs on Unified Memory" ซึ่งเขียนโดย Mustafa Arslan และเผยแพร่บนแพลตฟอร์ม arXiv (หมายเลขรหัส arXiv:2608.20397) ได้หยิบยกปัญหาคอขวดที่มักเกิดขึ้นกับ Agentic Large Language Models (LLM) หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่มีความสามารถในการตัดสินใจและเรียกใช้เครื่องมือภายนอก
ปัจจุบัน Agentic LLM ที่ใช้งาน Model Context Protocol (MCP) จำเป็นต้องทำการเข้ารหัส (re-encode) ข้อมูล Schema ของเครื่องมือ (Tool) ใหม่ทุกรอบการสนทนา ส่งผลให้ขั้นตอน Prefill ซึ่งมีความซับซ้อนแบบ Quadratic ตามความยาวของลำดับข้อมูล กลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ค่า Time-to-First-Token (TTFT) หรือเวลาในการรอคำตอบแรกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อจำนวนเครื่องมือในระบบ (Tool Registry) มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งอาจทำให้ข้อมูลล้น Context Window
เพื่อแก้ปัญหานี้ Nexus จึงเลือกใช้วิธีแยกส่วน (decouple) กระบวนการ Routing ออกจากต้นทุนการทำ Schema-prefill โดยใช้ INT8 semantic lookaside buffer (SLB) พร้อมกับ calibrated cross-encoder margin gate เพื่อทำหน้าที่เลือกเครื่องมือผ่านการค้นหา (Retrieval) ขณะที่อาร์กิวเมนต์จะถูกสร้างขึ้นผ่านลายเซ็นข้อความที่ถูกบีบอัดแทนการใช้ Key/Value (KV) cache แบบเดิม
ผลลัพธ์จากการทดลองระบุว่า เส้นทางการทำงานนี้มีความเป็นอิสระต่อความลึก (Depth-independent) โดยความแม่นยำในการทำ Routing ยังคงทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 89% แม้ว่าจำนวนเครื่องมือในระบบจะขยายตัวเพิ่มขึ้นไปถึง 250 เครื่องมือก็ตาม
งานวิจัยนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนา AI Agent ในอนาคต ช่วยให้โมเดลสามารถเชื่อมต่อและเรียกใช้เครื่องมือจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ติดปัญหาเรื่องความล่าช้าในการประมวลผลเริ่มต้น