CarPlay แบบเสียบสายกับไร้สาย ต่างกันยังไง แบบไหนเหมาะกับการใช้งานของคุณ
Engadget เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของ CarPlay ทั้งสองแบบ ตั้งแต่ความเสถียรของสัญญาณ การชาร์จแบต ไปจนถึงความสะดวกในการใช้งานจริงในรถ
สำหรับคนใช้ iPhone ที่ขับรถที่รองรับ CarPlay (ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับหน้าจอรถยนต์ของ Apple) คำถามที่หลายคนสงสัยคือควรใช้แบบเสียบสายหรือไร้สายดี ล่าสุด Engadget ได้เปรียบเทียบทั้งสองรูปแบบอย่างละเอียด
เริ่มจากสิ่งที่เหมือนกัน — ไม่ว่าจะเชื่อมต่อแบบไหน หน้าตา Interface และฟังก์ชันหลักเหมือนกันทุกประการ ทั้งการเข้าถึงแอป ระบบนำทาง ข้อความ และการฟังเพลง ดังนั้นความต่างจึงอยู่ที่ประสบการณ์การใช้งานล้วน ๆ
ฝั่ง Wired CarPlay (เชื่อมต่อด้วยสาย) มีจุดแข็งคือความเสถียรของการเชื่อมต่อ สัญญาณไม่ค่อยขาดหายและอาการหน่วง (Lag) น้อยกว่า แถมยังชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์ไปพร้อมกับการใช้งานได้โดยตรง เหมาะกับการเดินทางไกลที่ต้องใช้ GPS ตลอดทาง ข้อเสียคือต้องเสียบ-ถอดสายทุกครั้ง และสายเคเบิลอาจทำให้ภายในรถดูรก
ส่วน Wireless CarPlay (เชื่อมต่อไร้สาย) ชนะขาดที่ความสะดวก เพียงแค่สตาร์ทรถ ระบบจะเชื่อมต่อให้อัตโนมัติผ่าน Bluetooth และ Wi-Fi โดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋า ทำให้ห้องโดยสารดูสะอาดตาไม่มีสายระเกะระกะ แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือแบตเตอรี่หมดเร็วกว่าเพราะโทรศัพท์ทำงานหนักขึ้น (โดยเฉพาะถ้ารถไม่มีแท่นชาร์จไร้สายให้) และอาจรู้สึกถึงอาการหน่วงเล็กน้อยเวลากดใช้งานแอปเมื่อเทียบกับการเสียบสาย
สรุปง่าย ๆ คือถ้าเน้นความนิ่ง ไม่กลัวแบตหมด และขับทางไกลบ่อย แบบเสียบสายยังเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า แต่ถ้าใช้งานสั้น ๆ ในเมืองและให้ความสำคัญกับความเรียบร้อยสะดวกสบาย แบบไร้สายก็ตอบโจทย์กว่า
คนไทยใช้ CarPlay กันแพร่หลายในรถรุ่นใหม่ ข้อมูลนี้ช่วยให้เลือกวิธีเชื่อมต่อที่เหมาะกับพฤติกรรมการขับของตัวเองได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์เพิ่ม