งานวิจัยเคมบริดจ์เผย โบโกฮะรอมตั้งหน่วย AI เฉพาะกิจ ใช้ ChatGPT-Gemini วางแผนโจมตี-สร้างอาวุธ
รายงานวิจัยใหม่จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ยืนยันว่ากลุ่มก่อการร้ายโบโกฮะรอมในไนจีเรียได้จัดตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อใช้ AI รุ่นใหม่ๆ ในการวางแผนยุทธวิธี, สนับสนุนการใช้อาวุธ และโฆษณาชวนเชื่ออย่างเป็นระบบ
รายงานวิจัยฉบับใหม่จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้เผยแพร่หลักฐานที่น่ากังวลและนับเป็นรูปธรรมชิ้นแรกๆ ที่ยืนยันว่า โบโกฮะรอม (Boko Haram) กลุ่มก่อการร้ายในไนจีเรีย ได้จัดตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อนำแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ หรือ Frontier AI (เอไอระดับแถวหน้าที่ล้ำสมัย) มาใช้งานอย่างเป็นระบบในการปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งเป็นการค้นพบที่สวนทางกับความเชื่อเดิมที่ว่ากลุ่มติดอาวุธมักจะปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้ช้า และชี้ให้เห็นถึงความท้าทายด้านความปลอดภัยครั้งใหม่ที่บริษัทเทคโนโลยีและหน่วยงานความมั่นคงทั่วโลกต้องเผชิญ
งานวิจัยชิ้นนี้จัดทำโดย Cambridge Programme on AI Science & Policy (CASP) นำโดย ดร. แอนโทเนีย จูลิช (Dr. Antonia Juelich) ซึ่งเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวรวม 57 ครั้ง กับอดีตสมาชิกกลุ่มโบโกฮะรอมจำนวน 27 คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย ผลการศึกษาชี้ชัดว่ากลุ่มได้นำเครื่องมือ AI ที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่าย เช่น ChatGPT, Claude, Gemini, Grok, Meta AI และ DeepSeek มาประยุกต์ใช้ในภารกิจที่หลากหลาย
จากสนามรบสู่ปลายนิ้ว: หน่วย AI เฉพาะกิจหลังแนวรบ
สิ่งที่ทำให้การค้นพบครั้งนี้แตกต่างไปจากรายงานก่อนหน้า คือการใช้งาน AI ของโบโกฮะรอมไม่ได้เป็นไปอย่างกระจัดกระจายหรือเป็นเรื่องของสมาชิกรายบุคคล แต่มีการจัดตั้งเป็น "หน่วย AI" ที่ปฏิบัติงานอยู่หลังแนวรบอย่างเป็นกิจจะลักษณะ หน่วยงานนี้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการป้อนคำสั่ง (prompt) ที่ซับซ้อนไปยังระบบ AI ต่างๆ เพื่อค้นหาข้อมูลและวางแผน จากนั้นจึงกลั่นกรองผลลัพธ์ที่ได้ให้กลายเป็นคำแนะนำหรือข้อมูลข่าวกรองที่นำไปปฏิบัติได้จริง ก่อนจะส่งต่อให้สายการบังคับบัญชานำไปใช้ในภารกิจ
ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ยังเปิดเผยว่า กลุ่มโบโกฮะรอมทั้งสองฝ่ายหลักได้ใช้ AI ในการสนับสนุนปฏิบัติการหลายด้าน ตั้งแต่การวางแผนยุทธวิธีโจมตี, การค้นคว้าข้อมูลเพื่อผลิตวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง (IEDs) และโดรน, การสร้างเนื้อหาโฆษณาชวนเชื่อเพื่อหาสมาชิกใหม่ ไปจนถึงการทำ "ทบทวนหลังปฏิบัติภารกิจ" (after-action reviews) เพื่อวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนและปรับปรุงกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในครั้งต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยยังพบหลักฐานว่ามีการนำผู้เชี่ยวชาญญิฮาดจากต่างชาติเข้ามาฝึกอบรมผู้บัญชาการระดับสูงของกลุ่มเกี่ยวกับวิธีการใช้งาน AI อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสอนเทคนิคในการหลบเลี่ยงมาตรการความปลอดภัย (guardrails) ที่บริษัทผู้พัฒนาได้สร้างไว้
Mixing and Matching: เทคนิคหลบเลี่ยงมาตรการความปลอดภัย
ประเด็นสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่ถูกค้นพบคือวิธีการที่กลุ่มใช้เพื่อเอาชนะข้อจำกัดด้านความปลอดภัยของ AI อดีตสมาชิกได้อธิบายถึงเทคนิคที่เรียกว่า "mixing and matching" หรือ "การผสมผสาน" ซึ่งเป็นการนำคำตอบที่ไม่สมบูรณ์หรือถูกเซ็นเซอร์จาก AI หลายๆ ตัว มาปะติดปะต่อกันจนได้ข้อมูลที่ต้องการสำหรับเป้าหมายที่เป็นอันตราย
ตัวอย่างเช่น หากกลุ่มต้องการข้อมูลในการสร้างระเบิด เมื่อป้อนคำสั่งไปยัง AI ตัวแรก ระบบอาจปฏิเสธที่จะให้สูตรการผลิตทั้งหมด แต่ยังคงให้ข้อมูลเกี่ยวกับส่วนประกอบทางเคมีแต่ละชนิดได้ กลุ่มก็จะนำข้อมูลส่วนประกอบเหล่านั้นไปตั้งคำถามกับ AI อีกตัวหนึ่ง เพื่อขอขั้นตอนการผสมสารเคมีทีละขั้นตอน ด้วยวิธีนี้ พวกเขาสามารถรวบรวมข้อมูลที่ถูกปฏิเสธในตอนแรกจนครบถ้วนได้ในที่สุด
แนวโน้มการใช้เทคนิคผสมผสานนี้ยังได้รับการยืนยันจากรายงานคู่ขนานของ Center for Strategic and International Studies (CSIS) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งชี้ว่ากลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ก็กำลังใช้เทคนิคที่คล้ายคลึงกันเพื่อเอาชนะมาตรการป้องกันของ AI ที่มีอยู่ในปัจจุบันเช่นกัน การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่ามาตรการความปลอดภัยที่ออกแบบมาสำหรับ AI แต่ละตัวอาจไม่เพียงพอที่จะป้องกันการใช้งานในทางที่ผิด เมื่อผู้ใช้มีเจตนาที่จะนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาประกอบกัน
การยืนยันถึงการใช้งาน AI อย่างเต็มรูปแบบและเป็นระบบโดยกลุ่มโบโกฮะรอมครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าสนามรบแห่งความขัดแย้งกำลังถูกเปลี่ยนโฉมด้วยเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่าย มันได้ทลายกำแพงทางเทคนิคที่เคยเป็นอุปสรรค และเปิดช่องให้กลุ่มต่างๆ สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการทหารและการผลิตอาวุธได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งสร้างความท้าทายอย่างยิ่งยวดต่อทั้งบริษัทผู้พัฒนา AI ในการสร้างระบบป้องกันที่รัดกุมขึ้น และต่อหน่วยงานความมั่นคงที่ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่นี้โดยด่วน
กรณีนี้นับเป็นหลักฐานที่เป็นรูปธรรมชิ้นแรกๆ ที่ยืนยันว่ากลุ่มก่อการร้ายสามารถนำ AI สมัยใหม่ที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการจริงได้อย่างเต็มรูปแบบและเป็นระบบ ซึ่งท้าทายมาตรการความปลอดภัยของบริษัทเทคโนโลยีและหน่วยงานความมั่นคงทั่วโลกอย่างยิ่ง