ภาคธุรกิจสหรัฐฯ หันพึ่งพาโอเพนซอร์ส AI มากขึ้น หลีกเลี่ยงการผูกขาด
บริษัทในสหรัฐฯ เริ่มหันมาใช้งานโอเพนซอร์สและโอเพนเวท AI มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนและควบคุมข้อมูลของตนเอง
รายงานจากสื่อใหญ่ระบุว่า ภาคธุรกิจในสหรัฐฯ (Corporate America) กำลังให้ความสนใจและนำโมเดลปัญญาประดิษฐ์แบบเปิด (Open-source/Open-weight AI) มาใช้งานอย่างแพร่หลาย เพื่อทดแทนหรือใช้งานร่วมกับโมเดลแบบปิด (Proprietary) จากผู้พัฒนารายใหญ่
เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนี้มาจากความต้องการลดต้นทุนการดำเนินงาน ความสามารถในการปรับแต่งโมเดล (Customization) ให้เข้ากับความต้องการเฉพาะขององค์กร รวมถึงการหลีกเลี่ยงการพึ่งพาเทคโนโลยีจากผู้ให้บริการเพียงรายเดียว (Vendor lock-in) ซึ่งช่วยให้บริษัทมีความแน่นอนทางกฎหมายและการควบคุมข้อมูลภายในที่ดีกว่า
นอกจากนี้ รายงานจากแมคคินซี (McKinsey) ยังระบุย้ำว่า องค์กรธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการนำ AI ไปใช้งานจริงมีแนวโน้มที่จะเลือกใช้เทคโนโลยีโอเพนซอร์สมากกว่าองค์กรทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลก แม้โมเดลแบบเปิดจากประเทศจีนจะมีความสามารถสูง แต่บริษัทสหรัฐฯ หลายแห่งยังคงระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลและข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ทำให้มีความต้องการโมเดลแบบเปิดที่พัฒนาขึ้นในประเทศสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของสภาคองเกรสสหรัฐฯ ที่กำลังผลักดันกฎหมายอย่าง Open-Source AI Leadership Act เพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีอย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) ก็ได้ร่วมลงชื่อสนับสนุนความสำคัญของน้ำหนักโมเดลแบบเปิดต่อระบบเศรษฐกิจเช่นกัน
สะท้อนทิศทางของเทคโนโลยีโลกที่องค์กรเริ่มมองหาทางเลือกที่ยืดหยุ่นและคุ้มค่ากว่าการใช้โมเดลปิดเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่องค์กรในไทยนำไปปรับใช้ในการประเมินความคุ้มค่าและความปลอดภัยของข้อมูลในอนาคต