บริษัท AI ใช้ “วิธีทำลายหนังสือจริง” เพื่อสแกนข้อมูลฝึกโมเดล เลี่ยงปัญหาเนื้อหาปนเปื้อน
สื่อสืบสวนพบเบื้องหลังบริษัท AI หลายแห่งเลือกตัดสันและแยกหน้าหนังสือจริงเพื่อสแกนป้อนระบบ ป้องกันปัญหาระบบ AI เสื่อมถอยจากการเรียนรู้ข้อมูลปลอม
วงการปัญญาประดิษฐ์กำลังเผชิญหน้ากับคำถามเชิงจริยธรรมครั้งใหม่ หลังมีรายงานยืนยันว่าบริษัท AI หลายแห่งได้ใช้วิธีการที่เรียกว่าการสแกนแบบทำลายต้นฉบับ (Destructive Scanning) ด้วยการตัดสันหนังสือและแยกหน้ากระดาษ เพื่อป้อนเข้าเครื่องสแกนความเร็วสูง ทำให้หนังสือเล่มนั้นถูกทำลายลงในกระบวนการ
สาเหตุเบื้องหลังการทำลายหนังสือจำนวนมากนี้ มาจากความต้องการข้อมูลฝึกสอน (Training Data) ที่มีคุณภาพสูงและเป็นมนุษย์เขียนขึ้นแท้จริงก่อนปี 2022 ซึ่งยังไม่ถูกปนเปื้อนด้วยเนื้อหาที่ AI สร้างขึ้น เพื่อป้องกันปัญหา Model Collapse หรือภาวะที่ประสิทธิภาพของ AI เสื่อมถอยลงเมื่อต้องเรียนรู้จากข้อมูลที่ AI ด้วยกันเองสร้างขึ้น
ประเด็นดังกล่าวถูกเปิดเผยชัดเจนขึ้นจากการสืบสวนของสำนักข่าว *404 Media* ซึ่งทดลองฝังอุปกรณ์ติดตาม AirTag ในหนังสือมือสอง จนพบปลายทางที่สถานที่ของ Amazon ในลาสเวกัสซึ่งมีการทำลายหนังสือเพื่อการสแกน นอกจากนี้ เอกสารในคดีฟ้องร้องบริษัท *Anthropic* ยังเผยให้เห็นโครงการ "Project Panama" ที่สะท้อนถึงความพยายามในลักษณะเดียวกัน พร้อมข้อถถีงทางกฎหมายว่าการซื้อหนังสือมาทำลายเพื่อสแกนอาจเข้าข่ายการใช้งานโดยชอบธรรม (Fair Use)
จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้กลุ่มสิทธิผู้บริโภคและองค์กรสาธารณะเริ่มเคลื่อนไหว โดยได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐฯ หรือ FTC ให้เข้ามาตรวจสอบการทำลายทรัพยากรทางวัฒนธรรมและการผูกขาดข้อมูลในอุตสาหกรรมนี้แล้ว
สะท้อนให้เห็นเบื้องหลังความต้องการข้อมูลดิบมหาศาลของบริษัท AI ระดับโลก ที่ส่งผลกระทบต่อมรดกทางวัฒนธรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอาจเป็นบรรทัดฐานสำคัญต่อกฎหมายลิขสิทธิ์และการใช้ข้อมูลในอนาคต