เตือนภัย AI ยกระดับแฮกเกอร์ โรงพยาบาลและธนาคารท้องถิ่นยังไม่พร้อมรับมือ
รายงานจากสำนักข่าวเดอะเวิร์จ (The Verge) เผยปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) กำลังถูกนำมาใช้เพิ่มความรวดเร็วและซับซ้อนในการโจมตีทางไซเบอร์ ขณะที่องค์กรระดับท้องถิ่นยังขาดความพร้อม
ปัญหาดังกล่าวเริ่มเด่นชัดขึ้นเมื่อองค์กรไม่แสวงผลกำไรอย่าง วิเวียนส์ ดอร์ (Vivian's Door) ในรัฐแอละแบมา สหรัฐอเมริกา ต้องเผชิญกับการโทรแจ้งเตือนกิจกรรมต้องสงสัยในระบบ ซึ่งจัดเก็บข้อมูลทางการเงินของธุรกิจขนาดเล็กที่เข้ามาฝึกอบรม เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าภัยคุกคามในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่กำลังลุกลามไปยังองค์กรขนาดเล็กที่มักขาดงบประมาณและทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยเฉพาะ
จากข้อมูลและรายงานที่เกี่ยวข้องระบุตรงกันว่า การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในกระบวนการเจาะระบบช่วยเพิ่มทั้งขนาดและความถี่ ทำให้การโจมตีทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ระบบรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิมจึงเริ่มไม่เพียงพอต่อการรับมือกับภัยคุกคามที่ปรับตัวได้เอง นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างโรงพยาบาลและสถาบันการเงินระดับท้องถิ่นยังมีจุดอ่อนเรื่องอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ยากต่อการติดตั้งระบบป้องกันมาตรฐาน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) ในภาคสาธารณสุข ซึ่งส่งผลให้การบริการหยุดชะงักและกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยโดยตรง สอดคล้องกับข้อมูลจากเวิลด์อีโคโนมิคฟอรัม (World Economic Forum หรือ WEF) ที่ระบุว่าการรั่วไหลของข้อมูลในปัจจุบันราว 1 ใน 6 ครั้งมีความเกี่ยวข้องกับการใช้เอไอ ขณะที่หน่วยงานวิจัยอย่างซีเอสอีที (CSET) เตือนว่าการนำเอไอมาใช้งานโดยไม่ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยที่เหมาะสมได้กลายเป็นช่องโหว่สำคัญ
สะท้อนให้เห็นว่าช่องว่างด้านความปลอดภัยระหว่างองค์กรใหญ่กับระดับท้องถิ่นหรือธุรกิจขนาดเล็กกำลังเป็นจุดเปราะบางสำคัญ ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับหน่วยงานบริการพื้นฐานในประเทศอื่นๆ ที่ยังใช้ระบบป้องกันแบบเก่าได้เช่นกัน